พม่าสปริง “ความหนาวเหน็บของอาณาจักรพุกามที่สะท้าน
เข้าไปถึงทรวงอาณาจักรล้านช้าง
และอาณาจักรขอม”
ตอนที่ 2 : การต่อสู้ของพม่า ฤาษีแห่งเอเซีย
โดย ดร.ทินโน ขวัญดี .........สำนักสวนพลู
17 พฤศจิกายน พ.ศ.2558
ตอนที่ 2 : การต่อสู้ของพม่า ฤาษีแห่งเอเซีย
โดย ดร.ทินโน ขวัญดี .........สำนักสวนพลู
17 พฤศจิกายน พ.ศ.2558
“”””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””
...อังกฤษรุกรานพม่า 3 ครั้ง 3 ครา
ด้วยวัตถุประสงค์เดียวกันคือการตักตวงผลประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ สินแร่
และป่าไม้ รวมถึงการแผ่อิทธิพลจากอินเดียที่ได้ยึดไว้ก่อนหน้านั้นแล้ว
แผ่อาณาเขตรัฐอาณานิคมไล่ลงมาทางใต้เพื่อการรวมแผ่นดิน เป็นอาณาจักรชมพูทวีปที่ยิ่งใหญ่
แผ่ขยายจากอ่าวเบงกอลสู่อ่าวแมะตะมะ ในมหาสมุทรอินเดีย (ในเวลานั้น ปากีสถาน
และบังกลาเทศ อยู่รวมกันกับอินเดีย มาแยกภายหลังจากที่อินเดียได้เอกราชจากอังกฤษ)
....สงครามพม่า อังกฤษ ครั้งที่1 พ.ศ 2367-2369 สนธิสัญญาแห่งความพ่ายแพ้ ยันดาโบ (Yandaboo) จนถึงสงครามพม่า อังกฤษ ครั้งที่ 3 พ.ศ.
2428 ในสมัยกษัตริย์ ธีบอ (Thibow) แห่งราชวงศ์อลองพญา กรุงมัณฑะเลย์
ที่เกิดขึ้นจากความไม่พอใจ เอารัดเอาเปรียบจากอังกฤษ
ผู้มีอำนาจและกำลังที่เหนือกว่า ทรัพยากรและการแผ่อาณาเขต
เป็นเป้าหมายหลักของการครอบครอง พม่าสูญเสียอย่างยิ่งใหญ่ ณ.กาลเวลานั้น
....การต่อสู้ของพม่า ฤาษีแห่งเอเซีย
....อังกฤษปกครอง ตักตวงผลประโยชน์
จากชัยชนะจวบจนล่วงมาถึง 24 ปี ในปี พ.ศ.2444
น.ศ.มหาวิทยาลัยย่างกุ้ง ก่อตั้งยุวพุทธสมาคม
(Yang Man
Buddhist Association “YMBA”)เพื่อการกู้ชาติ นับเป็นจุดเริ่มต้น ไม้ขีดก้านแรกที่จุดลงบนแผ่นดินพม่า
ที่กล้าท้าทายมหาอำนาจอังกฤษ แต่อย่างไรก็ตามมันก็แค่เปลวไฟที่ริบหรี่
มิได้ลุกลามให้ใหญ่โต เผาผลาญผู้รุกราญให้จากไป
คนอังกฤษที่เข้ามาปกครองก็มิได้แยแสสนใจชาวพม่าไม่ ความครุกกรุ่นของความไม่พอใจเป็นดั่งไฟประลัยกัลย์ที่ลุกโชนอยู่ในใจชาวพม่าตลอดมา
จวบจนวันเวลาที่เหตุการณ์มันระเบิดชาวอังกฤษสวมรองเท้าเข้าวัดชะเวดากอง
อันเป็นที่เคารพ และหวงแหน (ชาวพม่ามีความศรัทธาในพุทธศาสนายิ่ง)
จะห้ามปรามอย่างไร ชาวอังกฤษก็หาใส่ใจไม่ จึงพร้อมใจกันล้มตัวทอดไปตามเส้นทางเดินให้ชาวอังกฤษเหยียบย่ำ
“ เหยียบเนื้อ แลหนังหาเจ็บช้ำหนักหนาไม่
แต่เจ็บใจนั้นมันหนักหนาเสียเหลือเกิน” ในปีพ.ศ.2460 จึงเกิดเหตุการณ์กรณีห้ามสวมเกือกเข้าวัด
(No Foot Wear) เกิดการประท้วงขึ้นอย่างรุนแรง
โดยมีพระอูวิสาร ทำการอดอาหารประท้วงอังกฤษจนมรณะภาพ
แต่หาได้รับความสนใจกับอังกฤษผู้ปกครองไม่
....พ.ศ.2473 เกิดกบฎชาวไร่ ชาวนา “กบฎซายาซาน” โดยนาย ซายาซาน เป็นผู้นำในการปลดปล่อยพม่าจากอังกฤษ
นับเป็นผู้กล้าที่ยิ่งใหญ่ ที่มาจากชาวไร่ ชาวนา ไฉนเลยจะต้านความอหังกา
ของผู้มาเยือนได้ ในที่สุดก็ตกเป็นกบฎ และถูกจับแขวนคอตาย
(รางวัลของคนกู้ชาติที่ตกเป็นกบฎ) แต่ก่อนที่เขาจะถูกแขวนคอ
เขาได้ทิ้งวลีอันสำคัญและชาวพม่าจดจนจนถึงทุกวันนี้ ในวลีอันยิ่งใหญ่ “ เกิดชาติหน้าฉันใดขอให้ข้าพิชิตอังกฤษได้ตลอดไป ”
...พ.ศ.2484 ระหว่างเหตุการสงครามโลกครั้งที่ 2 , 30 สหาย “ตรีทศมิตร” ภายใต้การนำของออง ซาน และกองทัพญี่ปุ่น ทำการปลดปล่อยพม่า
และกองทัพญี่ปุ่นได้ทำการปกครองพม่า ในปีต่อมาโดยให้ออง ซาน เป็น รัฐมนตรีกลาโหม
ตั้งแต่อายุ 28 ปี และในปี พ.ศ.2486 ญี่ปุ่นให้เอกราชพม่า พม่าปกครองประเทศได้แค่ 2 ปี หลังสงครามโลกครั้งที่2 ญี่ปุ่นแพ้สงคราม พ.ศ.2488 อังกฤษเจ้าเก่า ที่ยังหลงกลิ่นอายพม่า
อันตักตวงผลประโยชน์ไม่หมดสิ้น กลับมายึดพม่าอีกครั้งหนึ่ง 6 ปี กับ 2 ผู้ปกครอง
นายใหม่ นายเก่า ชนชาวพม่า ก้มหน้ารับชะตาชีวิตที่ตรอมตรม ผ่านความยากลำบากแสนเข็ญ
ที่ยากจะลืมเลือน
...พ.ส.2490 อังกฤษคืนเอกราชให้พม่า
ในสนธิสัญญา แอตลี่อองซาน โดยออง ซาน เป็นนายกรัฐมนตรี พร้อมกับ
สนธิสัญญาฉบับสำคัญ หรือ สนธิสัญญาที่เป็นดั่งเสี้ยนที่ฝังไว้ในเนื้อ
รอวันอักเษบและแพร่ขยายเชื้อไฟ ..... “ สนธิสัญญา
เวียงปินหล่ง ” หรือที่คนไทยเรียกว่า สนธิสัญญาเวียงปางหลวง นั่นเอง
...ในสนธิสัญญาเวียงปางหลวง
พม่าจะต้องยอมให้ชนกลุ่มน้อยในพม่าเป็นอิสระ หลังจากรวมกับพม่าครบสิบปี..
ซึ่งนั่นหมายความว่า นับจากปี พ.ศ.2490 -2500 เราอยู่รวมกัน
หลังจากนั้น ใครใคร่อยู่ หรือใคร่ไป ก็ตามแต่สะดวก
ตามสัญญาที่ให้ไว้แก่กันโดยอังกฤษเป็นแม่งาน ผู้กำหนดกรอบ ขอบเขต
ก่อนที่จะต้องจากไป
....พ.ศ.2490 กรกฎาคม ออง ซาน ถูกยิงตาย
พร้อมสหายร่วมอุดมการณ์อีก 8 คน โดย อู ซอ
(กลุ่มตรีทศมิตร) อู นุ
ขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อมา และยกเลิกสนธิสัญญาเวียงปางหลวง ในปี พ.ศ. 2500
...ปี พ.ศ. 2505 เน วิน ทำการรัฐประหาร นำพม่าเข้าสู่
ฤาษีแห่งเอเซีย ปิดประเทศอย่างสิ้นเชิงภายใต้พรรคโครงการสังคมนิยมพม่า (The Burmese Social Program Party “BSPP”) หรือพรรคแลนซิน (Lansin)
ทำการปกครองโดยวิธีการทางทหารเข้ามาแก้ปัญหาอย่างรุนแรง
ซึ่งในที่สุดแล้วการแก้ปัญหากับชนกลุ่มน้อยที่ซึ่งรัฐบาลทหารพม่าปฎิเสธอย่างสิ้นเชิง
ปราบปรามอย่างหนัก ก็ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ พร้อมกับเกิดการแทรกแซงจากภายนอก
แซงซั่นจากกลุ่มประเทศในยุโรปและอเมริกา
รัฐชนกลุ่มน้อยต่างติดอาวุธและกองทัพส่วนตัว
ส่วนการแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจเกิดความล้มเหลวขึ้นในระบบจนปริมาณเงินตราต่างประเทศลดลงเหลืออยู่เพียง
34 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ
...จากวันเวลา ในปี พ.ศ.2505 -2531 ที่ ออง ซาน ซู จี กลับมา
นับเป็นห้วงเวลาที่รัฐพม่า ภายใต้การนำพาของทหารสายเหยี่ยว
ที่ใช้ความพยายามอย่างยิ่งยวด ฝ่าวิกฤติสงครามเย็น และความอยู่รอดของประเทศ
เกือบ สามสิบปีที่ลองถูก ลองผิด
กับการบริหารจัดการและการปกครองประเทศแบบทหาร แต่พม่าหารอดพ้นจากความอดยาก
และล้มเหลวทางการปกครองไม่ ....อนิจจัง อาณาจักรพุกามที่ยิ่งใหญ่ อนิจจัง บุเรงนอง ผู้ชนะสิบทิศ แห่งหงสาวดี
ที่ยิ่งใหญ่ ติดหล่มและจมปลัก กลายเป็นรัฐที่ล้มเหลว แม้นบำเบ็ญตนเยี่ยงฤาษี ชีไพร
ก็ตาม
.......8.8.88. เหตุเกิดจาก ซูจี หรือ
ไม้ขีดก้านนั้นยังลุกโชน
.......สวัสดี พม่า ที่รัก
........ติดตามตอนต่อไป
ในตอนที่3 เทพอสูญ 3 เกลอ ประชาธิปไตยนอมินี สัภเวสีชักใย




